[TipTrick]Japan Trip: no.4 การเดินทางด้วยรถไฟและรถบัส

 

Entry ซีรี่ส์นี้คงไม่สาธยายเกี่ยวกับญี่ปุ่นหรือ "ดินแดนอาทิตย์อุทัย" อะไรให้มากมาย เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านน่าจะรู้จักญี่ปุ่นมากันพอสมควรแล้วล่ะ :)

 

อ่าน no. ก่อนหน้าได้ตรงนี้นะ

 

no.1 งบประมาณ

no.2 ตั๋วเครื่องบิน

no.3 การเดินทาง

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

          no.4 นี้เป็นส่วนขยายของ no.3 นะครับ หลักๆ ก็จะพูดถึงวิธีการซื้อตั๋ว การขึ้นรถไฟและรถบัส และมารยาทการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ครับ

          เริ่มที่รถไฟก่อนเลย อย่างที่บอกไว้ใน no.3 ว่าเราต้องรู้แผนการเดินทางหรือสถานีจุดหมายซะก่อนครับถึงจะไปซื้อตั๋วรถไฟได้ หลังจากนั้นก็ไปดูครับว่าสถานีที่เราจะไปนั้นเสียค่าเดินทางเท่าไหร่ ณ จุดซื้อตั๋วของทุกสถานีจะมีแผนผังบอกอยู่ครับว่าสถานีไหนราคาเท่าไหร่ แต่บางแผนผังจะไม่มีภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องห่วงครับลองเดินหาแผนผังอื่นใกล้ๆ ก็จะมีบอกอยู่เช่นกันครับ

          ตู้ขายตั๋วจะรับทั้งแบงค์และเหรียญครับ โดยถ้าเป็นแบงค์จะรับแบงค์ตั้งแต่ 1,000 yen ขึ้นไป แต่ถ้าจะให้ดีให้ลองสังเกตเพิ่มครับว่าตู้นี้รับแบงค์อะไรบ้างจะชัวร์ที่สุด ส่วนเหรียญนั้นจะรับตั้งแต่เหรียญ 10 yen ขึ้นไป นั่นหมายความว่าเหรียญ 5 yen และเหรียญ 1 yen จะไม่มีโอกาสได้ใช้ในสถานีรถไฟเลยครับ

 

 

          เมื่อเราได้ทั้งราคาค่าเดินทางที่จะต้องจ่ายและเตรียมเงินเรียบร้อยแล้วก็พร้อมลุยกับเครื่องขายตั๋วครับ หน้าตาเครื่องขายตั๋วก็จะประมาณนี้ครับ

          1) หาปุ่มภาษาอังกฤษเลยครับจะได้ไม่งง ส่วนใหญ่ปุ่มจะอยู่ที่ส่วน C ครับ แต่ถ้าใช้จนคล่องแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนภาษาอังกฤษก็ได้ครับ

          2) ใส่เงินเข้าไปก่อนเลยก็ได้ครับที่ส่วน A โดยทางซ้ายจะเป็นช่องใส่แบงค์ ทางขวาเป็นช่องใส่เหรียญ โดยต้องรู้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายก่อนนะครับ หรือบางที่อาจจะข้ามขั้นตอนนี้ไปหลังสุดเลยก็ได้

          3) ดูที่ส่วน B ครับ เลือกว่าเราต้องซื้อบัตรแบบไหน คนเดียว หรือสองคน หรือผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งอะไรก็ว่ากันไป

          4) ดูที่ส่วน C ครับ ให้ดูที่ทางด้านซ้ายก่อนครับ เขาจะให้เลือกว่าต้องการซื้อตั๋วแบบไหน ไปเที่ยวเดียว หรือไปกลับ หรืออะไรก็ว่าไป เลือกเสร็จก็มาเลือกที่ราคาครับ

          ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย รอสักพักตั๋วก็จะออกมา หากต้องการยกเลิกก็ลองหาปุ่ม Cancel ดูครับมันก็จะคืนเงินมาให้ หรือถ้ากรณีเงินไม่พอก็ใส่เพิ่มให้พอดีก่อนแล้วค่อยกดราคาซ้ำครับ

           สำหรับส่วน D จะเป็นส่วนที่จ่ายด้วยบัตรอเนกประสงค์ครับ เหมือนบัตรแรบบิตที่เราใช้กันอยู่ โดยบัตรที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็คือบัตร "Suica" แต่ตัวผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ครับ55 ถ้าท่านใดสนใจลองเซิจในกุเกิ้ลดูครับ และขอแนะนำอย่างหนึ่งนะครับ เวลาซื้อบัตรอย่าใส่แบงค์ใหญ่เกินไปนะครับ มันจะทอนมาเป็นเหรียญทั้งหมด เสียเวลาเก็บเข้ากระเป๋าซะเปล่า

           นอกจากนี้สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไกลๆ หรืออาจต้องขึ้นรถไฟสายพิเศษอย่างชินคันเซ็น ก็สามารถทำการจองตั๋วไว้ก่อนได้ครับ ถ้าอยากรู้ว่าขบวนไหนจองได้ แนะนำให้ใช้ Hyperdia เช็คแต่เนิ่นๆ ครับ โดยมันจะบอกว่ารถไฟขบวนนี้จองได้หรือไม่ที่ช่อง Seat fee ข้อดีของการจองตั๋วก็คือเราจะได้นั่งชัวๆ เลยครับ แต่จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเช่นกัน (กรณีใช้ JR Pass ไม่ต้องเสียเพิ่มครับ) แพงพอสมควรด้วย อันนี้ก็ต้องตัดสินใจเลือกกันเองเลยครับ สามารถจองตั๋วได้ที่ Ticket Office ตามสถานีใหญ่ๆ ทั่วไปครับ เข้าไปต่อคิวแล้วก็บอกพนักเขาว่าไปที่ไหน รถไฟขบวนอะไร กี่โมง ว่ากันไปครับ แล้วก็เก็บหลักฐานการจองไว้ด้วยเผื่อเวลาขึ้นรถไฟแล้วพนักงานตรวจถามหา

 

 

            เสร็จเรื่องตั๋วแล้วก็มาต่อการที่การจะไปขึ้นรถไฟครับ พอเราได้ตั๋วก็เอาตั๋วไปสอดเข้าที่เครื่องตรวจเพื่อเข้าไปในสถานีครับ ทีนี้ก็ได้เวลามองหาแล้วครับว่ารถไฟที่เราจะไปขึ้นมันอยู่ชานชะลาไหน ต้องดูก่อนครับว่ารถไฟเราชื่อสายว่าอะไรหรือสีอะไรตอนที่ซื้อตั๋วมา ถ้ารู้แล้วก็มองดูป้ายเลยครับว่ามันอยู่ชานชะลาไหน ได้ปุ้บก็เดินไปขึ้นได้เลยครับ แต่แนะนำนิดนึงนะครับ บางทีทางเข้าสถานีแต่ละที่อาจไม่มีได้รวมรถไฟทุกสายไว้ด้วยกันนะครับ ก่อนจะผ่านเครื่องตรวจตั๋วให้เล็งให้ดีก่อนว่าเราเข้าถูกทางไหม มีสายรถไฟที่เราจะไปหรือป่าว ไม่งั้นจะมีปัญหาตามมาต้องเสียเงินเพิ่มแทนนะครับ

             อีกปัญหาหนึ่งที่พบเจอกันบ่อยคือรถไฟสายนั้นมันจะมีสองชานชะลาครับ เป็นขาไปกับขากลับ ให้ดูให้ดีว่าสถานที่เราจะไปอยู่ขาไหน โดยก่อนทางลงชานชะลามักจะมีป้ายบอกว่าขานี้ไปสถานีไหนบ้างให้เช็คให้ดีก่อนนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา และให้ชัวอีกทีให้เช็คกับ Time Table ที่ชานชะลาด้วยครับว่าถูกขบวนไหม เพราะขบวนรถไฟบางที่มีทั้งขบวน Local ที่แวะทุกป้ายและ Rapid ที่แวะบางป้ายอีกด้วย

             หลังจากผ่านความยากลำบากทั้งหมดแล้วจนได้มาขึ้นรถไฟ มารยาทที่ดีของการนั่งรถไฟก็เหมือนมารยาทสากลทั่วไปครับก็คือ

             1) อยู่เงียบๆ สงบเสงียมไม่โหวกเหวกโวยวาย คุยกันได้แต่เบามากหน่อย โทรศัพท์เล่นได้แต่ไม่โทรคุยนะ

             2) เรื่องที่จะลุกให้ผู้หญิงนั่งไหมนั้นเขาไม่ได้ซีเรียสครับ แต่ถ้าคนชรา คนพิการก็ลุกเถอะครับ55 โปรดพึงระวังด้วยว่าไปนั่งตรง Priority Seat รึเปล่า ไม่งั้นจะโดนเขม่นเอาได้ แต่ถ้าเวลารถไฟว่างๆ ก็นั่งได้ไม่มีปัญหาครับ

             3) ระวังเรื่องการฟังเพลงจากหูฟัง แล้วเปิดเสียงดังเกินไปด้วยนะครับ อันนี้โพลสำรวจออกมาว่าเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดบนรถไฟด้วย

             4) ใครที่แบกเป้มาเวลาขยับไปมาระวังไปชนเขาด้วยนะครับ (ผมนี่หลายรอบมาเลย รู้สึกผิดT^T) หรือถ้าเป็นกระเป๋าเดินทางก็ควรเก็บให้ชิดติดตัวไม่ไปกินพื้นที่จนมากเกินไปครับ ถ้ามีที่สำหรับวางโดยเฉพาะก็ต้องใช้นะครับ

             5) อาหารเครื่องดื่มไม่ควรกินบนรถไฟนะครับ ยกเว้นพวกขบวนพิเศษที่เดินทางไกลๆ นานๆ สามารถกินได้ครับ

             6) เวลารถไฟแน่นๆ ถ้าใกล้ถึงสถานีที่จะลงให้พยายามแทรกตัวไปรอใกล้ๆ ทางออกก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจจะออกไม่ทัน แถมทำให้คนในรถไฟรำคาญได้

             คร่าวๆ ก็จะประมาณนี้ครับ อีกอย่างเวลาอยู่ในรถไฟให้สังเกตสถานีที่จะลงให้ดีนะครับว่าจะถึงรึยัง ส่วนใหญ่ทุกขบวนจะมีจอขึ้นว่าตอนนี้อยู่ที่สถานีอะไร กำลังจะไปสถานีอะไร โดยจะขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่นสลับกับภาษาอังกฤษครับ ถ้าโชคร้ายก็ญี่ปุ่นล้วน ถ้าโชคร้ายไปอีกก็คือไม่มีจอที่ว่า ต้องตั้งใจฟังกันอย่างเดียวละครับว่าอยู่สถานีไหนแล้ว การเปิด Google Map เช็คจุดของตัวเองก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ถ้าเป็นรถไฟใต้ดินนั้นเน็ตมักจะทะลุมาไม่ถึงก็ต้องฟังประกาศอยู่ดี ขาออกก็ผ่านเครื่องตรวจตั๋วเหมือนเดิมครับ พยายามอย่าให้ตั๋วหายนะครับ แต่ถ้าหายก็ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานีครับ ถ้าโชคดีก็ไม่เสียเงิน โชคร้ายหน่อยก็อาจจะต้องเสียตามจำนวนเดิม

 

 

              มาต่อกันที่รถบัสครับ รถบัสไม่ต้องซื้อตั๋วก่อนแบบรถไฟครับ รถมาถึงที่ป้ายก็ขึ้นได้เลย โดยเวลาเข้าจะขึ้นที่ประตูตรงกลางนะครับ ห้ามขึ้นประตูหน้านะครับ เพราะมันเป็นทางออก อยากที่บอกไว้ใน no.3 ครับ เราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราต้องขึ้นสายไหนแล้วจะลงที่ป้ายอะไร ไม่งั้นเตรียมหลงได้เลยครับ ในรถจะมีจอคอยบอกอยู่ครับว่าผ่านป้ายอะไรบ้างและกำลังจะถึงป้ายไหน มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นครับสบายใจได้ เพื่อความชัวร์อีกทีก็ใช้ Google Map ช่วยด้วยก็ได้ครับ

              มารยาทบนรถบัสก็ไม่ต่างจากรถไฟเลยครับตามนั้นเลย พอถึงเวลาจะลงป้ายไหนก็ต้องกดกริ่งบอกคนขับเขาให้รู้นะครับ กริ่งจะมีเยอะมากเกือบทุกที่นั่งกดได้หมดเลย กดทีเดียวก็พอแล้ว ถ้ามีใครกดก่อนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกดอีกครับ พอรถจอดที่ป้ายก็ให้เดินไปออกทางประตูด้านหน้ารถครับ ก่อนออกต้องจ่ายเงินที่เครื่องที่ตั้งอยู่ข้างคนขับก่อนนะครับ โดยหยอดเหรียญลงที่ช่องด้านบนตามจำนวนค่าโดยสารที่แสดงอยู่บนจอเลยครับ เครื่องนี้จะไม่รับแบงค์ แต่สามารถแลกเป็นเหรียญได้ที่ช่องด้านล่างแล้วไปหยอดได้ เหรียญที่หยอดก็ต้องมากกว่า 10 yen เช่นเดิมครับ

              ข้อควรระวัง!!! เครื่องที่ว่ามันทอนมาแต่เหรียญ 10 yen นะครับ สมมติค่าโดยสาร 230 yen ถ้าท่านอุตริใส่เหรียญ 500 yen เข้าไปมันก็จะทอนเป็นเหรียญ 10 yen ออกมาทั้งหมด 27 เหรียญ แถมเวลาทอนมันก็จะค่อยๆ ออกมาทีละเหรียญอีก ต้องแลกเป็นเหรียญเศษก่อนนะครับแล้วค่อยหยอด ไม่งั้นจะทำให้ทุกคนบนรถเสียเวลารอ ซึ่งผมผ่านประสบการณ์ที่ว่านี้มาแล้ว 55

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

สำหรับ "[TipTrick]Japan Trip: no.4 การเดินทางด้วยรถไฟและรถบัส" ก็ขอจบ ณ ตรงนี้นะครับ

no. ต่อไปจะพูดถึงเรื่องเงินอีกแล้วครับ แต่เป็นประเภทของเงินอิอิ

ฝากติดตามอ่านกันด้วยนะครับ

 

Comment

Comment:

Tweet